AHF TaLks : พลังใจของคนทำงาน คือการได้เห็นคนไข้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติอีกครั้ง

AHF TaLks : พลังใจของคนทำงาน คือการได้เห็นคนไข้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติอีกครั้ง

ในแต่ละวัน โรงพยาบาลสุรินทร์ต้องดูแลผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้รับบริการคลินิกภูมิคุ้มกันผู้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาอยู่เกือบ 3,000 คน

เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ คือชีวิตของผู้คนที่มีเรื่องราวแตกต่างกันออกไป และหนึ่งในคนที่อยู่ใกล้ชิดกับพวกเขาในวันที่ต้องการทั้งการรักษาและกำลังใจ คือ “พี่ชัย ประสิทธิชัย อสิพงษ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลสุรินทร์ พร้อมด้วยทีมงานของเขา

เส้นทางของพี่ชัยไม่ได้เริ่มต้นจากคลินิกภูมิคุ้มกัน แต่พาเขาผ่านประสบการณ์การทำงานในเรือนจำ ก่อนจะย้ายเข้าสู่โรงพยาบาลสุรินทร์และก้าวเข้ามารับบทบาทผู้นำของคลินิกแห่งนี้เป็นเวลากว่า 6 ปีแล้ว ทำให้เขาค้นพบว่า สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการดูแลรักษาก็คือ “การรับฟังและการให้กำลังใจ”

ปัจจุบัน AHF ประเทศไทย มีการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลสุรินทร์ด้านการส่งเสริมการตรวจเอชไอวี การป้องกัน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการมากว่า 2 ปีแล้ว บทความ AHF TaLks ฉบับนี้ เราจะมาพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ความท้าทายต่าง ๆ รวมไปถึงแรงบันดาลใจในการทำงานของพี่ชัยกันครับ

จากเรือนจำ... สู่ห้องให้คำปรึกษา


พี่ชัยเป็นชาวจังหวัดศรีสะเกษ และไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสระบุรี หลังจากจบการศึกษาในปี 2562 พี่ชัยได้เริ่มทำงานที่เรือนจำจังหวัดสระแก้ว ก่อนโอนย้ายมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลสุรินทร์จนถึงปัจจุบัน


“ผมมีพื้นฐานด้านการพยาบาลยาเสพติดและการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน ช่วงแรกจึงได้รับมอบหมายให้ทำงานด้านจิตเวช แต่พอตำแหน่งในคลินิกภูมิคุ้มกันว่างลง ผู้บริหารเห็นว่าเรามีประสบการณ์ด้านการให้คำปรึกษากับผู้ต้องขัง จึงให้เข้ามารับผิดชอบงานตรงนี้ จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ประมาณ 6 ปีแล้วครับ”

เมื่อเวลาผ่านไป พี่ชัยไม่เพียงแค่เรียนรู้เรื่องโรคและการรักษา แต่ได้เรียนรู้ว่า คนหนึ่งคนที่เข้ามาในคลินิก อาจกำลังแบกเรื่องราวมากมายที่ไม่มีใครมองเห็น..

คนไข้เกือบ 3,000 คนกับคำถาม เราจะดูแลทุกคนอย่างไร


ปัจจุบันมีผู้เข้ารับบริการที่โรงพยาบาลสุรินทร์เกือบ 3,000 คน ขณะที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีจำนวนจำกัด ทำให้การบริหารจัดการบริการเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของคลินิกนี้


“ตอนนี้คนไข้ค่อนข้างเยอะนะครับ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความท้าทายมาก เพราะการบริหารจัดการในเนื้องานมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น จะทำอย่างไรให้คนไข้ทุกรายได้พบคุณหมอ ขณะที่หมอไอดี (หมอโรคติดเชื้อ) ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ มีแค่ 2 ท่าน แต่คนไข้เราค่อนข้างเยอะ นัดแต่ละรอบก็ประมาณ 150 ถึง 180 คนได้ครับ” พี่ชัยพูดถึงสถานการณ์จริงในการทำงาน


แต่สิ่งที่ซับซ้อนไปกว่านั้น คือผู้รับบริการบางส่วนยังมีความกังวลในเรื่องการเปิดเผยสถานะของตัวเอง ถึงแม้ว่าโรงพยาบาลในพื้นที่จะมีระบบบริการรองรับ แต่สำหรับบางคน การไปรับบริการใกล้บ้านอาจหมายถึงโอกาสที่จะพบเจอคนรู้จัก หรือคนในชุมชนที่อาจรับรู้เรื่องส่วนตัวของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ ผู้รับบริการจำนวนหนึ่งจึงเลือกเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลสุรินทร์ แม้จะต้องเดินทางไกลกว่าเดิมก็ตาม


เรากำลังคิดว่าจะบริหารจัดการอย่างไรให้คนไข้ได้รับการบริการที่เหมาะสม เช่น สามารถขยายวันให้บริการมากขึ้นเป็นสัปดาห์ละ 2 วันได้หรือเปล่า ซึ่งตอนนี้คุณหมอกำลังพิจารณาและปรึกษาฝ่ายที่เกี่ยวข้องอยู่พี่ชัยเสริม


นี่จึงเป็นโจทย์ที่ทีมกำลังมองหาวิธีจัดระบบบริการให้ตอบโจทย์ทั้งจำนวนผู้ป่วยและความรู้สึกปลอดภัยของผู้รับบริการ



เพราะบางครั้งการรักษาไม่ได้จบที่หน้าห้องตรวจ


ในงานของพี่ชัย การดูแลผู้ป่วยไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในโรงพยาบาล

ทีมพยาบาลและเจ้าหน้าที่จากศูนย์องค์รวม ยังมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษา การติดตาม การเยี่ยมบ้าน และการลงพื้นที่เพื่อดูว่าผู้ป่วยกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร เพราะเมื่อได้เห็นชีวิตของผู้ป่วยในพื้นที่จริง ทีมงานจึงเข้าใจว่าปัญหาบางอย่างไม่ได้เกี่ยวกับการกินยาเพียงอย่างเดียว

บางคนไม่มีเงินเดินทาง
บางคนไม่มีงานทำ
บางคนมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวัน
และบางคนแค่ต้องการเพียงใครสักคนที่รับฟังเขาโดยไม่ตัดสิน...


ทำให้การลงพื้นที่ติดตามการรักษา ไม่สามารถมองผู้รับบริการในฐานะ คนที่ต้องกินยา เท่านั้น หากแต่ต้องเข้าใจว่าพวกเขาเป็นคนคนหนึ่งที่มีชีวิตและมีปัญหาที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ เราโชคดีที่ “พี่เหงี่ยม” เสงี่ยม กกรัมย์ อาสาสมัครศูนย์องค์รวมจังหวัดสุรินทร์ และประธานชมรมพฤหัสนี้เรามีเพื่อน ให้โอกาสเราได้พูดคุยถึงการทำงานของศูนย์องค์รวม และหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบภายในคลินิก


กลุ่มของเราน่าจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ทำงานในภาคอีสานที่ทำงานร่วมกับองค์กรต่าง ๆ เช่น กองทุนโลก ธนาคารโลก ต่อด้วยโครงการแพทย์ไร้พรมแดนฝรั่งเศส (MSF) ซึ่งในปัจจุบันก็ทำงานร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ค่ะ พี่เหงี่ยมเล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำงานที่นี่

 

“สำหรับบทบาทของศูนย์องค์รวมก็จะทำเรื่องการให้คำปรึกษา การเยี่ยมบ้าน การติดตามคนไข้ สำหรับกิจกรรมเยี่ยมบ้านต้องขอบคุณ AHF ที่เข้ามาเสริมการดูแลตรงนี้ สมัยก่อนคนไข้ค่อนข้างลำบากไม่มีค่าเดินทาง ชมรมก็จะนำเงินที่เหลือจากกองทุนในอดีต เช่น MSF มาช่วยในส่วนนี้ ซึ่งมีค่อนข้างจำกัด ก็ทยอยซื้อไปมันก็มันก็ได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ได้แค่ไม่กี่คน แต่หลังจาก AHF เข้ามาสนับสนุน ก็ทำให้เรามีงบประมาณที่เป็นรูปธรรมและดูแลคนไข้มากขึ้น”

 

“ส่วนการไปเยี่ยมบ้านก็มีการวางแผนได้ชัดเจนมากขึ้น เช่น เดือนละ 10 เคส ก็สามารถจัดของเยี่ยมได้ 10 ชุด ซึ่งคนไข้กลุ่มเอชไอวีจะมีหลายประเภท เช่น คนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เราก็จะดูแลเรื่องสิ่งของ ค่าเดินทางและของเยี่ยม ตรงส่วนนี้จะช่วยเราได้เยอะ หรือบางคนที่แข็งแรงขึ้นแล้วทำงานได้มันก็ไม่จำเป็น แต่มันก็จะมาตอบโจทย์ในกลุ่มไข้ที่เป็นผู้ป่วยรายใหม่ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ประเภทที่เคยมีรายได้แล้วไม่มีรายได้เนี่ย ก็ถือว่าช่วยสนับสนุนได้เยอะ”

 

“ในส่วนของงานให้คำปรึกษาก็จะมีทั้งที่คลินิกและคนไข้ที่โทรเข้ามาค่ะ อีกหนึ่งกิจกรรม คือ การทำกลุ่มให้ความรู้เบื้องต้นแก่คนไข้ในวันรับยาต้านขณะที่คนไข้นั่งรอพบแพทย์ เราก็จะพูดคุยเรื่องการกินยา การดูแลสุขภาพ รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน เป็นต้น พี่เหงี่ยมเสริม


เมื่อ การให้กำลังใจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา


สำหรับคนทำงาน สิ่งที่ทำให้ยังอยากทำงานต่ออาจไม่ใช่ตัวเลขความสำเร็จ แต่เป็นภาพเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้า

พี่ชัยเล่าว่า ในช่วงแรกที่เข้ามาทำงาน เขาเคยเห็นผู้ป่วยบางคนเดินทางมาด้วยอาการเหนื่อย หอบ เดินไม่ไหว บางคนต้องนั่งรถเข็นหรือถึงขั้นนอนมาโรงพยาบาล แต่หลังจากได้รับการรักษาและทานยาอย่างต่อเนื่องเพียงไม่กี่เดือน ร่างกายของผู้รับบริการหลายคนก็เริ่มเปลี่ยนแปลง


“การที่เราเห็นคนไข้หลายคน จากที่เดินไม่ได้ ก็กลับมาเดินได้ จากคนที่ผอมและอ่อนแรง ก็กลับมามีน้ำหนักและมีสีหน้าที่สดใสขึ้น บางคนกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง ภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และมีคุณค่ามาก ผมคิดว่าการทำงานของเรา ไม่ว่าจะเป็นทีมพยาบาลหรือทีมศูนย์องค์รวมเนี่ยเน้นการให้คำแนะนำและให้กำลังใจ ผมเลยมองว่าการให้กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำให้เค้ามีชีวิตต่อสู้ได้”


พี่ชัยทำให้เห็นแล้วว่า การรักษาที่เหมาะสมร่วมกับการดูแลและให้กำลังใจ สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนหนึ่งคนได้จริง


“คติประจำใจของผมก็คือ “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” แล้วก็เห็นอกเห็นใจกับบุคคลที่เข้ามาหาเรา ผมคิดว่าการรับฟัง เป็นสิ่งที่ที่สำคัญ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรารับฟังปัญหาของคนไข้ ถือว่าเราได้เสริมสร้างให้เขามีกำลังใจและลุกขึ้นขึ้นมาดำเนินชีวิตต่อไปได้”


ขอบคุณนะที่ดูแลกันมา


สำหรับพี่เหงี่ยมนั้น ก็มีความรู้สึกดีใจไม่ต่างไปจากพี่ชัย กับการได้เห็นคนไข้กลับมาแข็งแรงอีกครั้งหลังจากที่เคยแอดมิทและต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล

 

“คนไข้บางคนที่เราเคยเห็นเขานอนที่โรงพยาบาล พอวันหนึ่งเขาก็เดินมาหามาทักทาย เราก็รู้สึกภูมิใจ มันทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำงานต่อ บางรายวันนั้นนั่งรถเข็นและผอมมาเลย วันนี้เจอเขาน้ำหนักขึ้น กินข้าวได้หน้าตาเปลี่ยนไป เรานี่โคตรดีใจเลย บางวันที่เรากำลังทำงานเหนื่อย ๆ แล้วคนไข้มาพูดกับเราว่า “ขอบคุณนะที่คอยดูแลกันมาจนถึงวันนี้ อย่าทิ้งกันไปไหนนะ” มันเหมือนเป็นพลังให้เรา เป็นพลังใจให้กับคนทำงานมาก”


บางครั้งบุคลากรก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง แต่การได้บอกกับคนไข้ว่า เราอยู่ตรงนี้นะ ประโยคง่าย ๆ นี้ ก็อาจมีความหมายมากกว่าที่คิด


ทำไมถึงร่วมโครงการกับ AHF

“ก่อนที่ AHF ประเทศไทย จะเข้ามาสนับสนุน ตอนเราลงพื้นที่ก็จะพบว่าคนไข้มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการใช้ชีวิตประจำวัน บางรายไม่ได้ทำงาน ซึ่งการเยี่ยมบ้านก็จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเรื่องของเยี่ยมแต่ไม่ได้มากมาย แต่หลังจากที่ AHF เข้ามา เราก็มีค่าตอบแทนในการเดินทางให้อาสาสมัคร มีของเยี่ยมที่เป็นของอุปโภคบริโภคไปให้คนไข้ ได้มีงบจัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากร อาทิ การประชุมเคสที่เป็นกรณีศึกษา และการอบรมให้ความรู้ที่มีรูปแบบชัดเจนมากขึ้น มีอาหารเบรก มีการออกประชาสัมพันธ์ เช่น การประชุมอบรมการให้คำปรึกษาและการลดการตีตราซึ่งปกติไม่ได้จัดทุกปี แต่ปัจจุบันเราสามารถจัดได้เองในนามคลินิกและตอบโจทย์ตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุข ได้รับการตอบรับจากบุคลากรเป็นอย่างดี ทำให้การอบรมในครั้งนั้นลุล่วงไปด้วยดีครับ”

 

“ต้องขอขอบคุณ AHF และเจ้าหน้าที่ทุกท่านนะครับ ที่ให้การสนับสนุนโครงการดี ๆ กับทางโรงพยาบาลสุรินทร์ ผมคิดว่าเป็นประโยชน์กับทั้งตัวคนไข้และบุคลากรของเราเองมาก ๆ” พี่ชัยทิ้งท้าย

 

ให้โอกาสและอยู่ร่วมกันโดยไม่ตีตรา


นอกจากการตรวจและการรักษาแล้ว พี่ชัยยังอยากเห็นสังคมเปิดใจมากขึ้น

 

“ผมอยากเห็นสังคมเปิดใจให้กับคนที่ติดเชื้อได้อยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ อย่างมีความสุข สมัยนี้เรามียาที่มีประสิทธิภาพในการรักษา ทำให้สามารถมีชีวิตยืนยาวเท่ากับคนอื่น ๆ ผมอยากให้สังคมให้โอกาสคนกลุ่มนี้มากขึ้นครับ สำหรับคนที่อาจจะมีพฤติกรรมเสี่ยงแล้วยังรู้สึกกังวลไม่กล้าเข้ามาตรวจเลือด ให้ค้นหาในอินเตอร์เน็ตว่า คลินิกให้คำปรึกษาโรงพยาบาลสุรินทร์ ก็จะมีเบอร์ติดต่อของคลินิกรวมทั้งเบอร์ผมด้วย สามารถโทรมาสอบถามบริการหรือขอคำปรึกษาได้ นอกจากนี้เรายังมีบริการให้ยาเพร็พฟรีด้วยครับ”



ตลอดระยะเวลาการทำงานหลายปี ทำให้พี่ชัยรู้ว่า การดูแลผู้ป่วยไม่ใช่เพียงการทำให้พวกเขาได้พบคุณหมอหรือได้รับยากลับบ้านไปเท่านั้น แต่บางครั้ง มันคือการช่วยคนที่กำลังมีทุกข์และต้องการกำลังใจ คือการลงพื้นที่ไปดูว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร คือการนั่งฟังใครสักคนในวันที่เขารู้สึกว่าไม่เหลือใคร คอยปลอบใจ แนะนำสิ่งสิ่งดี ๆ การดูแลสุขภาพตนเอง ตลอดจนการปรับตัวให้อยู่ร่วมกับคนในครอบครัวและสังคมได้อย่างมีความสุข

เพราะบางครั้ง การเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนหนึ่งคน อาจเริ่มต้นจากการที่มีใครสักคนเลือกที่จะไม่ปล่อยมือเขา AHF Thailand ภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มีส่วนช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลสุรินทร์และอีกหลายโรงพยาบาลในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย เราได้ส่งต่อความช่วยเหลือนี้มากว่า 12 ปี และจะทำต่อไปอย่างสุดความสามารถ ขอบคุณองค์กรเครือข่ายทุกองค์กรที่ทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อช่วยเหลือพี่น้องของเราให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง