ดินแดนลุ่มแม่น้ำท่าจีนแห่งเมืองสาครบุรีหรือจังหวัดสมุทรสาครในปัจจุบันมีความสำคัญทางเศรษฐกิจมาช้านาน เป็นเมืองชายทะเลฝั่งอ่าวไทย มีท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่เดินทางจากแดนไกลมาขึ้นที่ท่าเรือแห่งนี้จนเกิดการตั้งรกรากกลายเป็นชุมชนชาวจีนขึ้น ซึ่งพวกเขาได้ประกอบอาชีพที่หลากหลาย เช่น แรงงาน ค้าขาย การเกษตร และการประมง เป็นต้น”
ปัจจุบันสมุทรสาครเป็นเมืองอุตสาหกรรมและการประมงขนาดใหญ่ของประเทศ ทำให้มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานเกือบ 3 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจาก 3 สัญชาติ ได้แก่ ชาวเมียนมา ลาว และกัมพูชา โดยอันดับหนึ่งเป็นแรงงานชาวเมียนมา 256,701 คน (* ข้อมูลเดือนมกราคม 2568) และนั่นก็ทำให้โรงพยาบาลสมุทรสาครต้องดูแลสุขภาพของทั้งชาวไทยและชาวต่างด้าวในพื้นที่ อันเป็นภารกิจที่สำคัญและท้าทายของหน่วยงานที่ชื่อ “ศูนย์เครือข่ายปฐมภูมิ”
บทความ AHF TaLks ฉบับนี้ เราได้รับเกียรติจาก“พี่หนอ ณหทัย จุลกะรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านบริการปฐมภูมิและพัฒนาคุณภาพแรงงานต่างด้าว โรงพยาบาลสมุทรสาคร” มานั่งคุยถึงวิธีการบริหารงานและบริหารคนจนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารท่านหนึ่งของโรงพยาบาล ซึ่งท่านกำลังจะเกษียณอายุราชการในปีนี้ พี่หนอยังบอกกับเราว่าได้ฝากงานไว้กับน้อง ๆ ในทีมหมดทุกอย่างแล้ว
ศูนย์ปฐมภูมิทำอะไร
“คำว่าปฐมภูมิ หมายถึง ด่านแรกหรือเบื้องต้น เพราะฉะนั้นหน่วยปฐมภูมิจะอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนที่ยังปกติ แล้วก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะป่วย เราจะทำหน้าที่ในมิติของการส่งเสริมควบคุมป้องกันโรคเป็นหลักและมีเรื่องของการรักษาอยู่ด้วย ซึ่งการรักษาจะเป็นระดับเบื้องต้นหรือระดับประถม คือผู้ที่อาการป่วยยังไม่หนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล อีกเรื่องคือการฟื้นฟูคนที่ป่วยแล้วให้กลับมาใช้ชีวิตได้”
พี่หนอพูดหนึ่งประโยคที่ผมทำให้ผมรู้สึกได้ถึง “จิตวิญญาณของการเป็นผู้ให้” ที่เปี่ยมล้นไปด้วยจรรยาบรรณของพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์
“เราไม่สามารถแยกได้ว่าโรคภัยจะเกิดกับคนไทยหรือจะเกิดกับชาวต่างด้าว เพราะฉะนั้นเราจะต้องดูทั้งหมดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการดูแลสุขภาพที่ดี”
ถึงแม้โรงพยาบาลสมุทรสาครจะดูแลรับผิดชอบประชากรที่อยู่ในอำเภอเมืองสมุทรสาครทั้งหมด ทั้งคนไทยและแรงงานต่างด้าว แต่ก็ยังมีแรงงานต่างด้าวบางคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ เช่น รายที่ไม่มีประกันสุขภาพหรือสิทธิการรักษาใด ๆ
“จะสังเกตได้ว่าตั้งแต่ปี 2550 โรงพยาบาลสมุทรสาครมีการรักษาผู้ป่วยมากขึ้น เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่แรงงานต่างด้าวเข้ามาสู่ประเทศไทย ซึ่งจังหวัดสมุทรสาครมีแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาและมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก จนในปี 2557 ภาครัฐจึงจัดทำ One stop service เพื่อให้แรงงานต่างด้าวทั้งประเภทที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายได้รับการขึ้นทะเบียน สามารถเข้าถึงบริการการรักษาได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง”
พี่หนอเล่าว่า ตอนนั้นต้องปรึกษากันว่าจะรักษาเค้ารูปแบบไหน เพราะบางรายไม่มีญาติ ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรเลย ทีมจึงต้องประชุมหารือกันเพื่อให้คนไข้ได้รับการรักษาที่มีคุณภาพที่สุด รวมทั้งข้อจำกัดที่สำคัญ คือ ด้านภาษาที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ต่อให้รักษาทุกรายแต่ก็ต้องเจอปัญหาเรื่องภาษา ทำให้คุณภาพการรักษาล่าช้า ไม่ได้รับความสะดวก และอาจเกิดความผิดพลาดได้
แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ AHF ประเทศไทยเริ่มดำเนินงานพอดี และมีโอกาสได้นำเสนอโครงการแก่โรงพยาบาลสมุทรสาคร และตกลงที่จะทำงานร่วมกัน เพราะมีเป้าหมายที่ตรงกันคือ การช่วยป้องกันคนที่ยังไม่ป่วยและคนที่ป่วยไม่หนักให้รีบเข้าสู่ระบบรักษา โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติและภาษา
เป็นพันธมิตรที่ช่วยกันทำงาน
“หนึ่งในนโยบายของโรงพยาบาลสมุทรสาคร คือ การร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เนื่องจากการดูแลร่วมกันแบบผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) เป็นรูปแบบที่จะช่วยพัฒนาระบบการดูแลแรงงานต่างด้าว ซึ่งประโยชน์ก็จะไปตกกับแรงงานต่างด้าวโดยตรง ส่วนแรก คือ ช่วยตัวแรงงานต่างด้าว ส่วนที่ 2 คือ ช่วยโรงพยาบาลในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลต้องแบกรับในส่วนที่เราไม่มีงบประมาณเข้ามาสนับสนุน ซึ่งที่มีอยู่ไม่เพียงพอ อันนี้ตัวแรงงานต่างด้าวเองได้ประโยชน์ โรงพยาบาลได้ประโยชน์ แล้วก็ได้มีพันธมิตรที่ร่วมงานกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้ และวิธีการทำงานซึ่งกันและกัน”
เกิดการพัฒนาระบบรักษาที่ครอบคลุม
พี่หนอเล่าว่า จากจากที่ AHF เข้ามา ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เป็นรูปธรรม แรงงานต่างด้าวที่ไร้สิทธิได้รับการส่งเสริมให้เข้าสู่การรักษาโดยไร้รอยต่อ ไร้ข้อจำกัดเช่นในอดีต
“สิ่งที่ AHF ได้สนับสนุนโรงพยาบาลก็คือ “ระบบ” ทำให้ผู้ป่วยมีหลักประกันด้านการดูแลสุขภาพในเรื่องเอชไอวี เพราะฉะนั้นผู้ป่วยแรงงานต่างด้าวที่เป็นเอชไอวีก็จะเข้าถึงระบบเข้าถึงคุณภาพการรักษาเท่าเทียมกับผู้ป่วยที่มีสิทธิประกันสุขภาพอื่น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยในเรื่องของคุณภาพการรักษา”
“ข้อที่สอง สำหรับหน่วยปฐมภูมิฯ เมื่อมีงบประมาณ มีรูปแบบการทำงานและเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดี AHF เปิดโอกาสให้เราได้เสนอโครงการที่เราต้องการเพิ่มเติม สามารถพัฒนาคุณภาพการรักษาให้แรงงานต่างด้าวที่ป่วยได้รับการรักษาที่ดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำให้การทำงานของเราครบวงจรในเรื่องการรักษา”
“ข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือ เราสามารถทำงานโฟกัสได้ สร้างสรรค์ในจุดที่เห็นว่ายังเป็นปัญหาหรืออุปสรรค เช่น การขาดความรู้และความตระหนักในชุมชน เราก็สามารถมาเขียนโครงการ เช่น อยากได้นักวิชาการหรือล่ามเพื่อมาเติมเต็มในข้อจำกัดเรื่องภาษา ซึ่งทาง AHF ได้ตอบรับโดยมีการปฏิเสธใด ๆ เลยนะคะ จุดนี้ทำให้เราสามารถทำงานที่ตรงขอบเขตและชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่แค่รักษาอย่างเดียว”
อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว
มีแรงงานต่างด้าวที่ทำงานอยู่ในสมุทรสาครหลายคนรู้สึกว่าตัวเองอาจจะติดเชื้อ แต่ไม่กล้ามาเข้ารับการตรวจคัดกรอง เพราะกังวลว่าหากพบเชื้อแล้วจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการรักษา ทำให้ยังเป็นช่องว่างในการนำผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษา และที่สำคัญ พวกเขามีโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวีไปสู่ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
“ตรงนี้เราต้องช่วยกันรณรงค์ว่า ปัจจุบันการจัดการหรือการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อตรวจพบแล้วก็สามารถนำผู้สัมผัสมาตรวจคัดกรองได้ นำเข้าสู่ระบบ และเข้าถึงยาต้านไวรัสได้ สามารถทานยาควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตทำงานได้ ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะคะ ควรจะเข้ามารับการคัดกรองก่อน อยากให้นึกถึงคนรอบข้าง เพราะโรคนี้สามารถติดต่อไปถึงผู้อื่นได้ อย่างน้อยก็คือคู่ชีวิตหรือคนในครอบครัวที่เราอาจจะมีความเสี่ยงในการสัมผัสซึ่งกันและกัน อันนี้ก็ขอให้คิดถึงเขา เพราะฉะนั้น “การคัดกรองเอชไอวีไม่ใช่แค่เรื่องของตนเอง แต่เป็นเรื่องของสังคมบนโลกใบนี้ที่จะช่วยกันลดเอชไอวีให้ลดลง” ซึ่งปีนี้เราก็ได้งบประมาณมาสร้างแกนนำ “อาสาสมัครสาธารณสุขต่างด้าว” เพื่อเป็นตัวแทนในการเผยแพร่ความรู้เรื่องการป้องกันเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไปยังชุมชนของเขาด้วย ถือว่าโครงการนี้ทำให้ทีมประสบความสำเร็จในการเข้าถึงกลุ่มแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาเป็นอย่างมาก”
เราได้ฟังแนวคิดในการทำงานจากพี่หนอซึ่งเป็นมุมมองของผู้บริหารกันไปแล้ว ทีนี้อยากชวนทุกท่านมารับฟังแนวทางการทำงานในระดับปฏิบัติการกันบ้าง ซึ่งเราได้รับเกียรติจาก คุณอานันท์ สุทธคุณ นักสาธารณสุขปฏิบัติการ ในฐานะหัวหน้าทีมแรงงานต่างด้าวฯ ได้มาแชร์ประสบการณ์ว่าในหน้างานจริงพวกเขาได้พบเจอปัญหา อุปสรรค และความท้าทายในบริบทที่มีกำแพงด้านการสื่อสารกับแรงงานต่างด้าวนั้นเป็นอย่างไร
“แรงงานต่างด้าวของจังหวัดสมุทรสาครส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมาครับ เวลาจะพูดถึงเรื่องเพศหรือการป้องกันมันเป็นเรื่องค่อนข้างน่าอายพอสมควรสำหรับเขาโดยเฉพาะผู้หญิง ถามคำถามอะไรไปส่วนมากก็จะเงียบ”
เมื่อศูนย์ได้เข้าไปจัดกิจกรรมในชุมชน จึงพบว่ายังคงมีปัญหาในการสื่อสารหรือให้ความรู้ต่าง ๆ ที่ไม่สามารถถ่ายทอดให้กับแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาได้เท่าที่ควร จึงนำมาสู่การจัดหา “ล่าม” ที่เป็นชาวเมียนมามาร่วมทีม
“ปัจจุบันโรงพยาบาลสมุทรสาครมีล่ามภาษาเมียนมาอยู่ 14-15 คน แต่ทุกคนจะทำงานเฉพาะหน้างานของตัวเอง ศูนย์ปฐมภูมิเลยเขียนโครงการเสนอไปที่ AHF ประเทศไทย และก็ได้รับการตอบรับงบประมาณในการสนับสนุนจัดจ้างล่ามทันที ซึ่งล่ามคนนี้จะมาทำงานในเรื่องเอชไอวีโดยเฉพาะ ทำให้สามารถอธิบายความรู้หรือระบบบริการต่าง ๆ ให้ผู้รับบริการแรงงานเมียนมาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าถึงระบบบริการที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ตอนที่ไปทำกิจกรรมในชุมชน น้องล่ามสามารถสื่อสารให้ความรู้ในฐานะทีมปฐมภูมิได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องการการป้องกัน การตรวจ และการรักษาเอชไอวี แรงงานต่างด้าวจะรู้สึกสบายใจ ไว้วางใจ เพราะน้องล่ามเป็นคนชาติเดียวกัน เขาจึงให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี จุดนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มประชากรที่เป็นแรงงานต่างด้าวได้ดี ทัศนคติพวกเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เปิดกว้างสำหรับเรื่องเหล่านี้ได้มากขึ้น ผู้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ สามารถนำไปสื่อสารถ่ายทอดไปยังคนในครอบครัวและชุมชนด้วย”
“ทีม” คือหัวใจหลักในการทำงาน
การทำงานเป็นทีมนั้นสำคัญมาก ๆ เพราะการที่จะขับเคลื่อนงานคนเดียวเพียงลำพัง อาจทำให้องค์กรไปถึงเป้าหมายได้ช้า พี่หนอเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่ทำงานเริ่มรับราชการในโรงพยาบาลมา ไม่มีวันไหนเลยที่พี่หนอจะทำงานคนเดียว
“พี่เริ่มต้นทำงานที่วอร์ดคนไข้ เป็นพยาบาลเด็ก แต่ละวันจะมีทีมทำงานที่เป็นพยาบาลรวมทั้งผู้ช่วยประมาณ 6 ถึง 7 คนต่อวัน แต่เวรกลางคืนอาจจะน้อยหน่อย ประมาณ 3 คน แต่ไม่มีวันไหนเลยที่เราจะทำงานคนเดียว เพราะฉะนั้นที่เราทำมาได้ทุกวันนี้ไม่ใช่ตัวเรา แต่เป็นทีม ถ้าเราต้องทำคนเดียวเราคงทำไม่ไหว”
เนื่องจากพี่หนอและน้อง ๆ ที่ทำงานร่วมกันในทีมนั้นมีช่วงอายุที่แตกต่างกัน พี่หนอพูดว่าบางทีก็เผลอใช้คำพูดที่กระทบจิตใจน้อง ๆ เพราะเป็นคนละเจนกัน แต่ผมรู้สึกได้ว่า คำพูดเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยความหวังดี เป็นคำสอน คำแนะนำในการทำงาน ซึ่งหากคนที่มีไหวพริบดีจะเข้าใจและนำไปปรับใช้ในการทำงานของตัวเองได้ดีทีเดียว
“บางทีพี่หนอก็ใช้งานน้องหนัก บางทีคำพูดเราก็กระทบใจน้อง ๆ อาจจะด้วยวิธีสอนและวิธีพูดของเราจะมีเข้มบ้างอ่อนบ้าง น้องก็พร้อมทำตามและไม่เคยถือสาพี่เลย เพราะฉะนั้น หัวใจหลักในการทำงานของพี่คือ “ทีม” พี่ให้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลย งานจะสำเร็จก็ทีม เอาจริง ๆ คือ พี่หนอไม่ได้ทำเลย ส่วนใหญ่จะคิดและวางแผนเป็นหลักแล้วก็คอยมอนิเตอร์เขา ด้วยวิธีที่อาจจะอ่อนโยนรุนแรง ทั้งบวกทั้งลบทุกวิธี แต่ว่าทีมก็ยังทำงานผ่านมาได้ด้วยดีตลอด และดีขึ้นเรื่อย ๆ น้องเก่งขึ้น เรื่อย ๆ เราก็เป็นกำลังใจให้ ได้เห็นน้องเก่งขึ้นในวันที่เราจะเกษียณ”
วางมือและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่
เนื่องจากพี่หนอจะเกษียณอายุราชการในปีนี้ ผมจึงถามต่อไปว่าได้เตรียมส่งต่องานหรือมอบหมายน้อง ๆ ในทีมไว้อย่างไรบ้าง
“พี่อยากให้ทุกคนในทีมทำงานอย่างมีความสุขและมีความสามัคคีกัน อันนี้เป็นสิ่งที่พี่มุ่งมั่นมาก เพราะความสามัคคีจะทำให้งานสำเร็จ ในช่วง 30 ปีหลังที่เป็นหัวหน้างานพี่จะพยายามบูรณาการงานของแต่ละคน เฉลี่ยงานให้เขาหนักเบาพอ ๆ กัน ไม่ให้ใครหนักเป็นพิเศษ แล้วดึงจุดเด่นของเขาออกมา บางคนเป็นนักวิชาการ แต่เขาโดดเด่นในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ มันก็เป็นองค์ประกอบที่ทำให้งานดีขึ้น เหมือนกับ Put the man on the right job ส่วนสิ่งที่อยากฝาก จริง ๆ ก็ฝากไว้แล้ว มีวิธีสอนและทำให้ดูทุกอย่างแล้ว บอกวิธีการทำงานไปหมดแล้ว แต่ก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อน้องได้ขึ้นเป็นหัวหน้างานที่รับผิดชอบงานของตนเองจริง ๆ พี่เชื่อว่าเขาสามารถทำงานนี้ได้เท่ากับพี่หรือดีกว่าพี่ซะอีก”
สิ่งที่อยากบอกกับ AHF
“พี่อยากบอกว่าผู้บริหาร AHF มีทัศนคติในการทำงานที่ดีมาก และโครงการของ AHF ก็เป็นโครงการที่ดีมากเช่นกัน คนที่ได้รับประโยชน์อันดับแรกเลย คือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่มีทางไป เราคิดว่าเป็นการต่อชีวิตเขา ให้เขามีความสุขได้ ได้รู้สึกว่าชีวิตเขามีทางออก ข้อต่อมาคือได้ช่วยพัฒนาระบบสุขภาพไปด้วยกัน เพราะเราทำงานร่วมกับ AHF มาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงวันนี้ก็จะเข้าปีที่ 12 แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็ คือ การเปิดโอกาสให้ทีมโรงพยาบาลได้เสนอวิธีทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่ง AHF ก็ตอบรับไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ บุคลากร หรือเรื่องแผนงาน และในอนาคตอาจมีโอกาสได้มาทำงานวิจัยร่วมกัน มีการเติมคุณภาพงาน ขยายขอบเขตการทำงานให้เกิดประโยชน์มากขึ้น และสิ่งที่พี่อยากเห็นอีกอย่างก็คือ ความยั่งยืนในการทำงานร่วมกัน”
ทุกข้อความ ทุกตัวอักษร ที่อยู่ในบทความนี้ สามารถบอกกับผมและท่านผู้อ่านให้ได้รับรู้ว่า ไม่มีอะไรจะสำคัญไปกว่าเป้าหมายขององค์กร เป็นเรื่องธรรมดา ของคนที่ทำงานมาก่อนสักวันก็ต้องมาถึงวันเกษียณอายุ แต่วิธีการทำงานที่พี่หนอและพี่อ้อได้พร่ำสอนและฝากกับน้อง ๆ ไว้ จะคงอยู่กับองค์กรตลอดไป ผมเชื่อว่าทีมที่ดีและแข็งแกร่งแบบ “ศูนย์เครือข่ายปฐมภูมิแห่งโรงพยาบาลสมุทรสาคร” จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับชาวสมุทรสาครและแรงงานต่างด้าวได้อีกมากมาย และนี่เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของ AHF ประเทศไทย ที่เป็นเหมือนผู้สนับสนุนให้พาร์ทเนอร์ประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายขององค์กร
......................................................................................................................................
