เมื่อเดือนมิถุนายนของทุกปีเวียนมาถึง จะเกิดงาน PRIDE ขึ้นทั่วโลก เพื่อเฉลิมฉลองความหลากหลายและความเท่าเทียม และย้ำเตือนว่าการที่บุคคลใดเลือกที่จะดำเนินชีวิตในสถานะหรือเพศสภาพใด ล้วนเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่คนในสังคมควรมีความเคารพซึ่งกันและกัน
บทความ AHF TaLks ฉบับนี้ เราตั้งใจถ่ายทอดความสวยงามของความเท่าเทียมในเทศกาล PRIDE MONTH ประจำปี 2026 โดยบุคคลในแวดวง “NGO” หรือเครือข่ายภาคประชาสังคมหลายท่าน ที่ให้เกียรติมาร่วมแบ่งปันมุมมองของความภาคภูมิใจ ความคิดและประสบการณ์อันมีค่าให้พวกเราได้เรียนรู้ รวมทั้งแรงบันดาลใจและการตัดสินใจเลือกทำตามเสียงของหัวใจตัวเอง ซึ่งผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านจะซาบซึ้งและเห็นถึงคุณค่าในเรื่องราวที่จะได้อ่านต่อจากนี้แน่นอน ขอเริ่มที่เรื่องราวของ “คุณจิน สุจินต์ อยู่ปรางค์ทอง เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพ” และ “คุณณัฐ ธเรศวร์ ธนอังกูรกุล เจ้าหน้าที่สนับสนุนงานฝ่ายกฎหมายในหน่วยงานของรัฐ” ทั้งคู่คบกันมาเกือบ 26 ปี ซึ่งสามารถพิสูจน์คำพูดที่ว่า “ผู้ชาย 2 คนคบกันเป็นเรื่องที่ไม่จีรังยั่งยืน” นั้นไม่จริง
จากยุค Web 1.0 สู่ยุคดิจิทัล
ช่วงปลายยุค 90’ เป็นยุคแห่งความคลาสสิค หลังจากที่ผ่านการใช้โทรศัพท์บ้านหรือการขนเหรียญไปหยอดตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อคุยกับแฟนนานเป็นชั่วโมง ๆ ก็มีเครื่องมือหรือช่องทางการสื่อสารที่พัฒนาเข้ามาพร้อม ๆ กัน เช่น เพจเจอร์ โทรศัพท์มือถือ (ซึ่งขณะนั้นราคาสูงมาก) และมีอีกช่องทางหนึ่งที่คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ นั่นก็คือ อินเตอร์เน็ต เนื่องจากสมัยนั้นค่าติดตั้งอินเทอร์เน็ตตามบ้านยังมีราคาแพงและคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่จึงกลายเป็นศูนย์กลางในการเข้าถึงข้อมูลและผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดไปทั่วทุกมุมเมือง หนุ่มสาวต่างใช้ช่องทางนี้ในการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น และคุณจินกับคุณณัฐก็อยู่ในช่วงเวลาคลาสสิคนั้น
“ย้อนกลับไป 20 ปีก่อน ยังไม่มีเฟซบุ้คหรือแอพพลิเคชันเหมือนทุกวันนี้ ยังไม่มี Hi5 ด้วยนะ เราก็จะมีช่องทางบล็อกหรือเว็บบอร์ดอะไรประมาณนี้ ก็ไปฝากข้อความไว้ว่าต้องการเพื่อนคุยประมาณไหน และทิ้งอีเมลติดต่อไว้ ก็นานเกือบสัปดาห์กว่าเฮียจะเข้ามาตอบ” คุณจินเล่าถึงอดีตตอนที่ริเริ่มทำความรู้จักกัน
“ตอนช่วงแรกที่คุยกันจินเค้าก็ยังแสดงออกไม่ชัดเจน ก็เหมือนคนทั่วไปที่ต้องการหาเพื่อนคุย เราก็ตอบอีเมลกันไปมาพักใหญ่ ๆ แต่ก็ยังไม่ได้นัดเจอกันเพราะต่างคนต่างทำงาน เวลาเลิกงานก็ไม่ค่อยตรงกัน และผมพักอาศัยอยู่กับพี่ซึ่งเป็นข้าราชการ ก็จะเข้าออกลำบาก หลังจากนั้นก็คุยกันมาเรื่อย ๆ เกือบปีถึงได้นัดเจอกัน” คุณณัฐยังจำเรื่องราวในวันแรก ๆ ได้เป็นอย่างดี
ด้วยสมัยนั้น สังคมไทยยังไม่เปิดกว้างเรื่องความหลากหลายทางเพศมากนักและค่อนข้างเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนทั่วไป การเปิดสถานะทางเพศเป็นเรื่องยาก ยิ่งครอบครัวคุณณัฐเป็นชาวจีนซึ่งส่วนใหญ่จะคาดหวังให้ลูกชายได้แต่งงานและมีลูกมีหลานเร็ว ๆ
“ถามว่าเรารู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่เป็นอยู่มั้ย เราอึดอัดมาก แม้ในบ้านจะมีพี่สาวที่รู้และเข้าใจเรา แต่เราก็ต้องปิดเป็นความลับ แม้กระทั่งในกลุ่มเพื่อน ๆ ก็จะมีแค่บางคนที่สามารถพูดคุยกันได้ว่าเราคบกับใครอยู่ เพื่อนก็ถามเราว่าแล้วเตี่ยกับแม่จะรับได้มั้ย ช่วงนั้นลำบากและมืดมนมาก เราต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ณ เวลานั้น” คุณณัฐพูดเสริมว่ามันก็ค่อย ๆ พัฒนาเป็นระลอก ๆ เราก็ดูสถานการณ์มาเรื่อย ๆ จนถึงยุคที่สังคมเปิดกว้าง ถ้าเราสองคนไม่หนักแน่นจริงก็อาจจะไม่ได้คบกันจนมาถึงทุกวันนี้ นี่เป็นคู่รักชายกับชายที่ผมประทับใจและยินดีกับทั้งคู่มาก จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ 25 ปีแล้ว และพิสูจน์ให้หลาย ๆ คู่ได้เห็นแล้วว่า ความรักและความเชื่อมั่นนั้นสามารถชนะได้ทุกอย่างจริง ๆ
“ชีวิตคู่มันไม่ได้สวยหรูเสมอไป ก็เปรียบเหมือนลิ้นกับฟัน ทุกครั้งที่มีปัญหามันก็ต้องพร้อมให้อภัยซึ่งกันและกัน บางครั้งเฮียอาจจะถูก เราก็ต้องพร้อมที่จะผิดและขอโทษ เราเลยให้คำนิยามความรักของเราสองคนไว้ว่า ต้องเปิดใจ เข้าใจ และยอมรับซึ่งกันและกัน อันนี้คู่ชีวิตนะ ไม่ใช่ศัตรู ดังนั้นเวลาที่เราทะเลาะกันไม่จำเป็นต้องมีคนแพ้คนชนะก็ได้ เพราะข้างหน้ามันคือชีวิตคู่ พรุ่งนี้เราต้องไปต่อและเราต้องอยู่กับเค้าตลอดไป” คุณจินกล่าวทิ้งท้าย
แค่มีครอบครัวที่เข้าใจ ก็เพียงพอแล้ว
เราขอนำเสนออีกหนึ่งเรื่องราวความประทับใจ ผ่านมุมมองของชายคนหนึ่งที่ได้รับการซัพพอร์ตจากคนในครอบครัว “คุณอาม อัครเษรต เชวงชินวงศ์” นักธุรกิจ ฟรีแลนซ์ และผู้จัดการประชุมนานาชาติ ซึ่งมีเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั้งครอบครัวเกิดการยอมรับและเข้าใจ ซึ่งคุณแม่ได้ถามเขาระหว่างที่วิ่งออกกำลังกายด้วยกันว่า “ลูกชอบผู้ชายใช่มั้ย ?”
“คุณแม่ของผมเป็นพยาบาลและเป็นคนหัวสมัยใหม่พอสมควร ปกติเราจะออกกำลังกายด้วยกันทุกเย็น วั้นนั้นผมก็วิ่งกับคุณแม่ ขณะที่น้องสาวกำลังซ้อมเทนนิส อยู่ดี ๆ คุณแม่ก็ถามขึ้นว่า “อามชอบผู้ชายใช่มั้ยลูก..” ตอนนั้นผมอายุ 18 กำลังเรียนปริญญาตรีปี 1 ก็แอบสตั๊นไปนิดนึง ไม่คิดว่าแกจะถามตรง ๆ แต่เมื่อแม่ถามตรงเราก็คิดว่าควรจะตอบไปตรง ๆ ว่า “ก็น่าจะใช่มั้งแม่” หลังจากนั้นคุณแม่ก็พูดว่า “ไม่เป็นไร ลูกอยากจะเป็นอะไรก็ตามใจ รักษาตัวเองให้ดี เป็นคนดี และอย่าทิ้งแม่กับน้องก็พอ” ตอนนั้นเราเหลือกันอยู่ 3 คนแม่ลูก เราก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาว่า การที่เราได้รับการยอมรับจากแม่และน้องโดยที่เราไม่ต้องพูดอะไรเอง มันทำให้เราไม่ต้องแบกอะไรเลย จากที่รู้สึกว่ามีโซ่ที่เคยคล้องตัวเราอยู่ หรือสิ่งที่เราเคยสงสัยว่าเราเป็นอะไร มันทำให้เราปลดล็อคแล้วก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องบอกใครแล้ว”
คุณอามบอกว่าผมโชคดีที่เติบโตมาในครอบครัวที่เปิดพื้นที่ให้เป็นตัวเองโดยไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยความกลัวหรือความละอาย และเชื่อว่าการยอมรับจากคนใกล้ตัวคือพลังสำคัญ เมื่อไม่ต้องเสียเวลาเป็นคนอื่น ก็สามารถใช้พลังนั้นพัฒนาตัวเองและสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้สังคมได้มากขึ้น และผมก็ถามคุณอามต่อว่าน้องสาวรู้พร้อม ๆ กับคุณแม่รึเปล่า
“จริง ๆ น้องสาวผมเป็น LGBTQ+ อยู่แล้ว และจดทะเบียนสมรสเรียบร้อยแล้วด้วย น้องเรียนโรงเรียนหญิงล้วน บุคลิกจะออกห้าว ๆ และชอบเล่นเทนนิส ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขารู้เมื่อไหร่ แต่น่าจะเป็นตอนที่เราเอาแฟนมาแนะนำตัวที่บ้านนั่นแหละ ซึ่งผมไม่เคยต้องบอกน้องว่าเราเป็นอะไรเลย แม้ผมจะเป็นหลานชายคนโตของทั้ง 2 บ้านซึ่งเป็นคนจีน แต่ก็โชคดีที่ไม่ใช่ครอบครัวจีนที่ดั้งเดิมจนเกินไป อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เค้ายอมรับในตัวเราได้ง่าย”
บูลลี่ ? ขึ้นอยู่กับมุมมองของเรา
การปฏิบัติตัวหรือการแสดงออกต่อภายนอก หรือสังคมการทำงานนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญ คุณอามมีมุมมองที่น่าสนใจมาก และสามารถใช้เป็นแนวทางให้กับ LGBTQ+ รุ่นน้อง ๆ ได้ดีเลยทีเดียว
“ผมไม่เคยรู้สึกว่ามีใครมาบูลลี่ เพราะหนึ่ง เราไม่เคยทำตัวให้ถูกบูลลี่ นั่นคือเรารับผิดชอบงานเต็มที่ ไม่ว่าเราจะอยู่ในฐานะหรือหน้าที่ใด จงทำให้ดีที่สุด สิ่งนี้จะเป็นเกราะป้องกันทุกอย่าง คนจะดูถูกเราไม่ได้ แค่นั้นเลย มันอาจจะเหนื่อยกว่าคนอื่นนิดนึง ในสมัยก่อน เราต้องทำมากกว่าคนอื่นสเต็ปนึงเพราะบางคนอาจจะมีอคติอยู่บ้าง ซึ่งผมก็โชคดีอีกที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับพี่น้อง LGBTQ+ เยอะ และผู้หญิงซึ่งเป็น Gay’s Best Friend เพราะฉะนั้นเราจึงถูกโอบอุ้มโดยพี่ ๆ เพื่อน ๆ เหมือนกับเราไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เราก็เลยเติบโตมาเป็นอย่างดี แต่ต้นกล้าต้นนั้นก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า มันแข็งแรงพอ จึงอยากสอนน้อง ๆ ว่าให้มีจิตใจที่แข็งแรง เรื่องนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ”
ผมถามคุณอามอีกหนึ่งคำถามว่า มีสิ่งที่จะแนะนำกับน้อง ๆ LGBTQ+ มั้ยครับว่า ควรเปิดเผยหรือบอกความจริงกับคนในครอบครัวอย่างไร
“ผมคงไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะแต่ละครอบครัวมีบริบทไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ “ทุกครอบครัวอยากเห็นลูกมีความสุข” แล้วเราก็อยากทำให้ครอบครัวมีความสุขด้วย ก็ทำให้เขาเห็นว่าเรามีความสุขในสิ่งที่เราเป็น ทำให้เขารู้ว่าข้างหน้านั้นมีทางให้เราเดินและปลอดภัย แค่นั้นเลย บางที นั่นอาจจะเป็นคำตอบที่เราไม่ต้องพูดก็ได้ หรือใครคับอกคับใจอยากจะบอกคุณพ่อคุณแม่ ประเมินแล้วว่าท่านน่าจะยอมรับได้ ก็หาเวลาดี ๆ บอกกับท่าน ผมว่าเป็นเรื่องดีที่พ่อแม่จะได้รับรู้ตัวตนจริง ๆ ของลูก ดีกว่าปล่อยให้ไปถึงวันสุดท้ายของชีวิตแล้วยังไม่รู้ว่าลูกเราเป็นใคร อยากเป็นอะไร ถ้าเป็นแบบนั้นคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก” คุณอามกล่าวทิ้งท้าย
แม่ค้าล็อตเตอรี่แห่งความหวัง
อีกท่านหนึ่งของบทความนี้คือ “คุณปังปอนด์ ปวเรศน์ สุขไพบูลย์” เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือสังคม เป็นจิตอาสา และเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ซึ่งคุณปังปอนด์ได้สะท้อนมุมมอง Positive Thinking ได้เป็นอย่างน่าสนใจมาก เราจึงเริ่มถามถึงไอเดียหรือแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ชุดแฟนซีที่คุณปังปอนด์แต่งมาร่วมขบวนพาเหรดงาน Bangkok Pride 2026 ที่ผ่านมา ณ ถนนสีลม
“ปังปอนด์ตั้งชื่อชุดว่า “แม่ค้าลอตเตอรี่แห่งความหวัง (The Pride Lottery of Hope)” ได้รับแรงบันดาลใจจากอาชีพแม่ค้าลอตเตอรี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาชีพที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนไทย และเป็นอาชีพที่เปิดพื้นที่ให้คนหลากหลายทางเพศสามารถประกอบอาชีพได้อย่างภาคภูมิใจ เป็นสัญลักษณ์ของ “การถักทอความหวังของทุกชีวิต” ผ่านอาชีพสามัญที่อยู่คู่สังคมไทย พร้อมสื่อสารว่า“ทุกคนมีสิทธิ์ฝัน ทุกคนมีสิทธิ์หวัง และทุกคนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง” คุณปังปอนด์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและภาคภูมิใจ
ด้วยความที่มีมุมมอง Positive Thinking เขามองว่ายุคปัจจุบันมีการเปิดกว้างและเปิดโอกาสให้ LGBTQ+ ได้ใช้ชีวิตมากขึ้นกว่าเดิม แต่เมื่อได้รับการยอมรับและความเข้าใจจากสังคมแล้ว ก็ต้องดำเนินชีวิตอย่างมีสติและไม่ประมาท จงทำตัวให้เสมอภาคเท่าเทียมกับผู้อื่น นอกจากนี้คุณปังปอนด์โชคดีอีกต่อหนึ่งที่ครอบครัวรักและเข้าใจในตัวตนของเขา
“ปังปอนด์ไม่รู้สึกกดดันและไม่ต้องปกปิดคนในครอบครัว เพราะว่าครอบครัวของปังปอนด์ยอมรับในตัวตนของลูกว่าลูกคนนี้ปฏิบัติตนเองในกรอบของความดี พร้อมสนับสนุนลูกในเส้นทางที่ลูกต้องการ อยากแต่งตัวสวย ๆ ก็พาไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องสำอาง และส่งเสริมให้ลูกแสดงศักยภาพที่มีตัวตนสู่สังคมภายนอกได้อย่างภาคภูมิใจ”
สำหรับบทความนี้ ไม่มีอะไรจะพิเศษไปกว่า “การที่เราเห็นคนในครอบครัว เพื่อน คนรัก หรือคนที่เราไม่รู้จัก เป็นมนุษย์ที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเขาเหล่านี้จะเป็น LGBTQ+ หรือเพศใดก็ตาม เรายังคงบอกกล่าว พูดคุย แสดงความรัก ความห่วงใยให้กันได้เป็นปกติ เราต่างภูมิใจในตัวตน ชื่นชมบทบาทหน้าที่ของกันและกัน และที่สำคัญไปกว่านั้น พวกเขาไม่ได้ต้องการอะไรที่พิเศษหรือเหนือกว่าคนทั่วไปเลย
“ภูมิใจที่ได้เจอกับคนที่เข้าใจเราจริง ๆ และพร้อมใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป ภูมิใจกับครอบครัวที่ยอมรับในตัวตนที่เราเป็น ภูมิใจคนรอบข้างที่ชื่นชมและยินดีกับความสำเร็จในชีวิตคู่ของเรา สุดท้ายนี้อยากบอกว่าภูมิใจและขอบคุณทุกคนที่ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มของพวกเราและเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสมรสเท่าเทียม และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ผู้ใหญ่หลายท่านและองค์กรต่าง ๆ ที่ร่วมผลักดันขับเคลื่อนให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ขอบคุณสังคมที่เปิดกว้างและเปิดแขนโอบกอดพวกเราครับ” คุณณัฐกล่าวทิ้งท้าย
“สุดท้ายแล้ว สิ่งที่พวกเราเรียกร้อง อาจไม่ใช่สิทธิพิเศษอะไรที่เหนือกว่าคนอื่นเลย แต่คือสิทธิพื้นฐานของการได้มีชีวิต ได้รัก ได้ฝัน ได้ทำงาน ได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียมในฐานะมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ในขณะเดียวกันอยากฝากถึงพวกเราในชุมชน LGBTQ+ ด้วยว่า การเรียกร้องความเท่าเทียมจะมีพลังมากขึ้นเมื่อเราไม่ตีตราตัวเอง ไม่ดูถูกกันเอง และไม่ผลักคนอื่นออกจากความเป็นมนุษย์เช่นกัน เพราะศักดิ์ศรีของมนุษย์ ไม่ควรถูกวัดจากเพศ สถานะ ความแตกต่าง” คุณอามกล่าวทิ้งท้าย
“ในโอกาส Pride Month ปีนี้ อยากสื่อสารถึงความภาคภูมิใจในอาชีพของ LGBTIAQ+ ในประเทศไทยที่สามารถทำอาชีพได้ทุก ๆ อาชีพเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ภาคภูมิใจในตัวตน ภาคภูมิใจในอาชีพ ภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และอยากให้โลกใบนี้เป็นโลกแห่งสันติ หนึ่งโลก หลากหลายสีสัน สันติภาพเดียวกัน ใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน คือโลกที่มีความแตกต่าง ไม่ใช่กำแพงที่ขวางกั้น แต่เป็นโลกที่คนทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ เข้าใจ และเท่าเทียม เพราะทุกคนคือมนุษย์เหมือนกัน” คุณปังปอนด์กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผม การที่ได้เรียนรู้และสัมผัสผู้คนรอบตัวรวมถึงผู้ให้สัมภาษณ์ในบทความชิ้นนี้ทุกท่าน มีคุณค่าอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกมีพลังใจหรือพลังงานดี ๆ ส่งมาให้ตลอดเวลา พวกคุณก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ในครอบครัว อยู่ในสังคมร่วมกับเรา ทุกคนล้วนมีสิทธิและศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน ผมเชื่อว่ากิจกรรม Pride Month ในปีนี้หรือปีต่อ ๆ ไปนั้น คงไม่ได้ต้องการจัดขึ้นเพื่อให้รู้ว่ามีกลุ่ม LGBTQ+ อยู่บนโลกใบนี้ แต่แค่ต้องการย้ำเตือนว่า “ทุกคนคือมนุษย์ ทุกคนมีศักดิ์ศรี และทุกคนควรให้เกียรติกัน เคารพในความแตกต่าง ความหลากหลาย เคารพสิทธิและพื้นที่ส่วนตัวซึ่งกันและกัน”
AHF Thailand รู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนในการรณรงค์กิจกรรม Pride Month 2026 นี้ และหวังว่าสังคมไทยจะยอมรับในความแตกต่างและความหลากหลายได้มากขึ้น พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้า พัฒนาประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป
......................................................................................................................................................
